สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจ ยุติชีวิตสมรสในสวิตเซอร์แลนด์ มักต้องพบกับคำถามทางกฎหมายจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม กฎหมายสวิสได้วางแนวทางการหย่าไว้อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกับการคุ้มครองคู่กรณีทุกฝ่ายและความเป็นธรรมของข้อตกลงต่าง ๆ บทความนี้จะพาคุณดูภาพรวมแบบสั้น ๆ ของแนวทางการหย่าประเภทต่าง ๆ ข้อกำหนดทางกฎหมาย และประเด็นที่มักเกิดขึ้นในกรณีที่มีข้อเกี่ยวข้องระหว่างประเทศ เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายไทย
ศาลเป็นหน่วยงานที่ขาดไม่ได้
ในสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “การหย่าโดยเอกชน” ไม่ว่าคู่สมรสจะตกลงกันได้มากเพียงใด การหย่าจะต้องได้รับคำพิพากษาหรือคำสั่งจากศาลเสมอ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยื่นข้อตกลงที่ลงนามแล้วต่อศาล ศาลก็ยังคงมีบทบาทเชิงรุกอยู่ดี
ในกระบวนการที่มักเรียกว่า การตรวจสอบความเป็นธรรม ผู้พิพากษาจะเป็นผู้พิจารณาว่าข้อตกลงที่ทำกันไว้ โดยเฉพาะในเรื่องบุตรและทรัพย์สินด้านบำนาญหรือกองทุนเกษียณ มีความเป็นธรรมหรือไม่ และไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบเกินสมควร หลังจากการตรวจสอบนี้และการไต่สวนต่อหน้าศาลแล้ว คำพิพากษาหย่าจึงจะมีผลผูกพันตามกฎหมาย
การหย่าโดยยื่นคำร้องร่วมกัน
วิธีที่ง่ายที่สุดและมักประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุดคือ การหย่าโดยความยินยอมพร้อมใจกัน ในกรณีนี้ คู่สมรสทั้งสองฝ่ายยื่นคำร้องต่อศาลร่วมกัน และแสดงเจตนาว่าประสงค์จะหย่า
ตกลงกันได้ทั้งหมด กับ ตกลงกันได้บางส่วน
ในกรณีที่ดีที่สุด คู่สมรสสามารถตกลงกันได้ครบทุกประเด็น ซึ่งหมายถึงการตกลงเรื่องผลทางกฎหมายของการหย่าทั้งหมด เช่น การแบ่งทรัพย์สินตามระบบทรัพย์สินสมรส ค่าอุปการะเลี้ยงดู การดูแลบุตร และการแบ่งสิทธิในกองทุนบำนาญ ข้อตกลงนี้จะถูกบันทึกไว้ในเอกสารที่เรียกว่า ข้อตกลงการหย่า หรือ settlement agreement (Scheidungskonvention)
หากคู่สมรสไม่สามารถตกลงกันได้ทุกเรื่อง ก็ยังสามารถใช้วิธี ตกลงกันได้บางส่วน ได้ ในกรณีนี้ ทั้งสองฝ่ายยังคงยื่นคำร้องหย่าร่วมกัน แต่ขอให้ศาลเป็นผู้ตัดสินในประเด็นที่ยังมีข้อพิพาท เช่น จำนวนเงินค่าอุปการะคู่สมรส วิธีนี้มักช่วยให้กระบวนการสั้นลงมาก เมื่อเทียบกับการหย่าแบบที่มีการโต้แย้งเต็มรูปแบบ เพราะทั้งสองฝ่ายยอมรับหลักการเรื่องการหย่าแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดบางส่วนให้ศาลวินิจฉัย
เมื่ออีกฝ่ายไม่ยินยอม: การหย่าโดยการฟ้องคดี
ไม่ใช่ทุกกรณีที่คู่สมรสจะเห็นพ้องกันเรื่องการยุติการสมรส หากฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมหย่า อีกฝ่ายหนึ่งอาจเริ่มกระบวนการหย่าโดยการยื่นฟ้องต่อศาลได้ อย่างไรก็ตาม กรณีเช่นนี้มีกำหนดเวลาและเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวด ดังนี้ :
- • ต้องแยกกันอยู่เป็นเวลา 2 ปี (มาตรา 114 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งสวิส): โดยหลักทั่วไป จะยื่นฟ้องหย่าได้ก็ต่อเมื่อคู่สมรสแยกกันอยู่มาแล้วอย่างน้อย 2 ปี ระยะเวลานี้มีไว้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาทบทวนและเพื่อลดการหย่าที่เกิดขึ้นอย่างรีบร้อน
- • ข้อยกเว้นในกรณีที่ไม่อาจทนอยู่ร่วมกันได้ (มาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งสวิส): ในกรณีร้ายแรงและเกิดขึ้นไม่บ่อย อาจขอหย่าก่อนครบ 2 ปี ได้ หากการดำเนินชีวิตสมรสต่อไปกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ด้วยเหตุร้ายแรง ซึ่งไม่ได้เกิดจากความผิดของฝ่ายที่ยื่นฟ้อง เช่น กรณีความรุนแรงในครอบครัว
ผลของการหย่า: ค่าอุปการะไม่ใช่ “บทลงโทษ”
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่องการจ่ายค่าอุปการะ ในสวิตเซอร์แลนด์ การหย่าตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า “ความผิด” ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ กล่าวคือ คำถามว่าใครเป็นฝ่าย “ทำให้ชีวิตคู่ล้มเหลว” เช่น การนอกใจ ไม่มีผลโดยตรงต่อผลทางการเงินของการหย่า
นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญจากบางระบบกฎหมาย เช่น กฎหมายไทย ซึ่งประเด็นเรื่องความผิดอาจมีผลต่อสิทธิเรียกร้องทางการเงินได้ ในสวิตเซอร์แลนด์ การกำหนดค่าอุปการะจะพิจารณาจากมาตรฐานการครองชีพระหว่างสมรส และความสามารถทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก
กับดักทางกฎหมายระหว่างประเทศ: การกลับจากประเทศไทยและการเลือกใช้กฎหมาย
เรื่องจะซับซ้อนมากขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคู่สมรสที่มีพื้นฐานระหว่างประเทศ ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ คู่สมรสเคยใช้ชีวิตร่วมกันในประเทศไทย จากนั้นฝ่ายหนึ่งกลับไปสวิตเซอร์แลนด์ และต้องการเริ่มกระบวนการหย่าที่นั่น
ในกรณีนี้ มาตรา 54 แห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลของสวิตเซอร์แลนด์ จะเข้ามามีบทบาท โดยกฎหมายนี้กำหนดว่า หากคู่สมรสมิได้แสดงเจตนาเลือกว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดในใช้บังคับไว้อย่างชัดเจน จึงต้องมีการพิจารณาว่ากฎหมายของประเทศใดจะถูกนำมาใช้บังคับกับการหย่าและเรื่องทรัพย์สินสมรส หรือก็คือการแบ่งทรัพย์สิน
หลักการจะเรียงลำดับดังนี้:
- ภูมิลำเนาปัจจุบันร่วมกัน: ใช้กฎหมายของประเทศที่คู่สมรสทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่พร้อมกันในปัจจุบัน
- ภูมิลำเนาร่วมกันครั้งสุดท้าย: หากปัจจุบันทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีภูมิลำเนาเดียวกันแล้ว เช่น มีฝ่ายหนึ่งกลับไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์แล้ว จะใช้กฎหมายของประเทศที่ทั้งสองเคยมีภูมิลำเนาร่วมกันครั้งสุดท้าย ในตัวอย่างนี้ก็คือกฎหมายไทย
- สัญชาติร่วมกัน: หากทั้งสองไม่เคยมีภูมิลำเนาร่วมกันเลย จะนำเอากฎหมายของสัญชาติที่คู่สมรสมีร่วมกันบังคับใช้
- กฎหมายสวิสเป็นทางเลือกสำรอง: หากไม่เข้าเงื่อนไขใดข้างต้นเลย จึงจะใช้กฎหมายสวิส โดยเฉพาะหลักทรัพย์สินแยกจากกัน เป็นทางเลือกสำรอง
ปัญหาก็คือ : หากไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า การแบ่งทรัพย์สินในการหย่าในสวิตเซอร์แลนด์อาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเพียงเพราะประเทศไทยเป็นที่อยู่ร่วมกันครั้งสุดท้ายของคู่สมรส ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเงินที่คาดไม่ถึงเป็นอย่างมาก เพราะกฎหมายทรัพย์สินสมรสของไทยแตกต่างจากระบบการมีส่วนร่วมในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสของสวิตเซอร์แลนด์ ประเด็นนี้มักเป็นปัญหาอย่างมากในคดีหย่าแบบที่มีการโต้แย้ง เพราะอีกฝ่ายอาจใช้จุดนี้ทำให้กระบวนการซับซ้อนและยืดเยื้อมากขึ้น ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ศาลมีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้ใช้กฎหมายทรัพย์สินสมรสของสวิส แต่หากเป็นการหย่าที่มีการฟ้องร้องคัดค้านกัน ประเด็นนี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุของข้อพิพาทได้
ทางแก้ปัญหา: การจัดทำสัญญาก่อนสมรส
เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนทางกฎหมายเช่นนี้ ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่า ให้มีเงื่อนไขเลือกว่าจะนำเอากฎหมายของประเทศใดมาบังคับใช้ ไว้ในสัญญาก่อนสมรส คู่สมรสสามารถตกลงกันได้ว่า หากมีการหย่าในอนาคต ให้ใช้กฎหมายสวิส ไม่ว่าขณะนั้นทั้งสองฝ่ายจะอาศัยอยู่ที่ใดก็ตาม วิธีนี้ช่วยสร้างความชัดเจน ลดความเสี่ยงของข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ และทำให้การหย่าในสวิตเซอร์แลนด์ดำเนินไปภายใต้กรอบกฎหมายที่คาดการณ์ได้มากขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
- การหย่าทุกกรณีในสวิตเซอร์แลนด์ต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งจากศาล
- ข้อตกลงที่เกิดจากการตกลงกันเองจะถูกศาลตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรม
- หากตกลงกันไม่ได้ โดยทั่วไปต้องแยกกันอยู่ 2 ปีก่อนยื่นฟ้องหย่า
- ในสวิตเซอร์แลนด์ ค่าอุปการะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นฝ่ายผิด
- หากคู่สมรสอาศัยอยู่ต่างประเทศหรือย้ายกลับจากต่างประเทศ เช่น จากประเทศไทย ควรกำหนดเรื่องกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับเอาไว้ในสัญญาก่อนสมรส
การหย่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและกระทบกับความรู้สึกอย่างมาก แต่การเข้าใจกฎหมายอย่างชัดเจนจะช่วยให้สามารถหาทางออกที่เป็นธรรมและใช้ได้จริงสำหรับอนาคต