Legal Insights & Current Topics

เงินกู้ในสวิตเซอร์แลนด์: สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อให้ผู้อื่นยืมเงิน (กฎหมาย & เคล็ดลับ)

การให้ผู้อื่นยืมเงินไม่ใช่เรื่องแปลกในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในบริบทส่วนตัว ภายในครอบครัว หรือระหว่างหุ้นส่วนทางธุรกิจ เงินกู้มักถูกให้กันอย่างรวดเร็วและไม่เป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ความง่ายดายนี้เองที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ แม้ว่ากฎหมายสวิสจะมีบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงินกู้ (มาตรา 312 เป็นต้นไป CO) แต่ก็ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัตว่าเงินที่ให้กู้จะได้รับการชำระคืนเสมอไป

กฎหมายไม่ได้คุ้มครองผู้ให้กู้จากการผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายมีเครื่องมือในการบังคับใช้สิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ได้ หากประเด็นสำคัญต่าง ๆ ได้รับการตกลงและบันทึกไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น

เงินกู้คืออะไร

ภายใต้กฎหมายสวิส สัญญาเงินกู้คือสัญญาที่ผู้ให้กู้ตกลงที่จะให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้กู้ ในขณะที่ผู้กู้ตกลงที่จะชำระคืนเงินดังกล่าว ทั้งนี้ ควรทราบว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบเฉพาะเจาะจงใด ๆ ไว้ กล่าวคือ สัญญาเงินกู้สามารถทำเป็นลายลักษณ์อักษร วาจา หรือแม้แต่การแสดงออกโดยนัยที่สื่อถึงการตกลงกันก็สามารถทำได้

นี่คือจุดที่ปัญหาสำคัญเกิดขึ้น: สิ่งที่มีผลตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องสามารถพิสูจน์ได้ หากเกิดข้อพิพาทในภายหลัง มักมีคำถามว่าแท้จริงแล้วได้มีการกู้ยืมเงินกันเกิดขึ้นหรือไม่ หรือเป็นเพียงการให้โดยเสน่หา (gift) นอกจากนี้ ยังอาจไม่ชัดเจนว่าได้ตกลงเงื่อนไขการชำระคืนหรืออัตราดอกเบี้ยไว้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แม้ในกรณีที่กู้ยืมกันเป็นกรณีส่วนตัว (สนิทกัน) โดยอย่างน้อยต้องระบุประเด็นสำคัญไว้

การประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน

ก่อนให้กู้เงิน ผู้ให้กู้ควรประเมินสถานะทางการเงินของผู้กู้ กฎหมายกำหนดให้ความเสี่ยงนี้เป็นของผู้ให้กู้ทั้งหมด ผู้ที่ให้เงินกู้ต้องพิจารณาเองว่าการชำระคืนมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่

สามารถทำได้โดยการขอสำเนาจากทะเบียนการบังคับคดี หรือรายงานเครดิตจากผู้ให้บริการเฉพาะทาง (เช่น Moneyhouse) การประเมินรายได้และทรัพย์สินเบื้องต้นก็มีประโยชน์ แม้ว่าการตรวจสอบล่วงหน้าจะไม่รับประกัน แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้ ในบางกรณี การสอบถามจากคนรู้จักก็อาจมีประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องถามเรื่องเครดิตโดยตรง แต่อาจถามว่าบุคคลนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่

ดอกเบี้ยต้องตกลงกันจึงจะมีสิทธิเรียกร้อง

ประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือเรื่องดอกเบี้ย ในธุรกรรมส่วนตัว หลักการคือเงินกู้จะมีดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อมีการตกลงกันอย่างชัดเจน หากไม่มีข้อตกลง โดยทั่วไปจะไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ย

ในธุรกรรมทางการค้าอาจแตกต่างออกไป กล่าวคือ อาจมีดอกเบี้ยได้แม้ไม่มีการตกลงชัดเจน หากไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ย กฎหมายจะอ้างอิงอัตราตลาดในขณะจ่ายเงิน

ด้วยเหตุนี้ จึงขอแนะนำให้กำหนดไว้ในสัญญาอย่างชัดเจนว่าต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ และกำหนดในอัตราเท่าใด เนื่องจากการระบุข้อกำหนดที่ไม่ชัดเจนหรือการไม่มีข้อกำหนดเรื่องดอกเบี้ยเลยนั้นมักนำไปสู่ข้อพิพาท นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่สูงจนเกินไปจนเข้าข่ายเป็นการเอาเปรียบหรือขูดรีด โดยในทางปฏิบัติของสวิตเซอร์แลนด์ สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่อนุญาตสำหรับสินเชื่อเพื่อการบริโภคภายใต้กฎหมายสินเชื่อเพื่อการบริโภค (CCA) เป็นเกณฑ์อ้างอิงได้ ซึ่งอัตรานี้จะมีการปรับเปลี่ยนเป็นระยะ และในปัจจุบันได้กำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 10% ต่อปีสำหรับเงินกู้ที่เป็นเงินสด

การชำระคืนและกำหนดเวลา

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องการชำระคืน หากในสัญญาไม่ได้มีการตกลงกำหนดวันที่ต้องชำระคืนที่แน่นอนหรือระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ กฎหมายจะมีเกณฑ์สำรองที่นำมาใช้บังคับ (statutory fallback rule) คือ ในกรณีนี้ เงินกู้จะถึงกำหนดชำระภายใน 6 สัปดาห์หลังจากที่มีการทวงถามให้ชำระคืนเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายความว่าผู้ให้กู้สามารถเรียกให้ชำระคืนเมื่อใดก็ได้

กฎเกณฑ์ดังกล่าว (การทวงถามล่วงหน้า 6 สัปดาห์) มักสร้างความไม่พึงพอใจให้แก่ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากไม่สามารถสร้างความแน่นอนในการวางแผนการเงิน หรือความชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาของวงเงินกู้ได้ ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงขอแนะนำให้ตกลงกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน หรืออย่างน้อยที่สุดคือกำหนดระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ในสัญญา ซึ่งจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและลดโอกาสในการเกิดความขัดแย้งลงได้อย่างมาก

การบังคับใช้สิทธิและการรับสภาพหนี้

หากไม่มีการชำระเงิน จะเกิดคำถามเรื่องการบังคับใช้สิทธิ กฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีและล้มละลายในสวิตเซอร์แลนด์มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสามารถพิสูจน์สิทธิเรียกร้องได้อย่างชัดเจน

สัญญาเงินกู้ที่เป็นลายลักษณ์อักษรมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกรณีเช่นนี้ หากจัดทำสัญญาอย่างถูกต้อง สัญญานี้ก็จะถือเป็น ‘หนังสือรับสภาพหนี้’ ตามความหมายของกฎหมายว่าด้วยการบังคับหนี้และการล้มละลาย (DEBA) และสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการ ‘ขออนุมัติบังคับคดีเป็นการชั่วคราว‘ ได้ ส่งผลทำให้การบังคับใช้สิทธิง่ายขึ้น เนื่องจากผู้ให้กู้ไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเรียกร้องทั้งหมดใน ‘กระบวนการพิจารณาแบบทั่วไป’ อีกต่อไป

การให้หลักประกัน

หากต้องการความมั่นคงเพิ่มเติม เงินกู้สามารถมีหลักประกันได้ ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น มักทำในรูปแบบของ การจำนำ (pledge) โดยผู้กู้โอนทรัพย์สินเคลื่อนที่ได้ (สังหาริมทรัพย์) ให้แก่ผู้ให้กู้ไว้เพื่อเป็นหลักประกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีการส่งมอบทรัพย์สิน (โอนสิทธิครอบครอง) จริง มิฉะนั้นการจำนำจะไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

สำหรับจำนวนเงินมาก โดยเฉพาะหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ อาจพิจารณาใช้หลักประกันรูปแบบอื่น เช่น การจำนอง ซึ่งกฎหมายบังคับว่าต้องมีการจดทะเบียนในที่ดิน และหากไม่มีการจดทะเบียนดังกล่าว การจำนองจะไม่มีผลสมบูรณ์

ความสำคัญของการจัดทำเอกสาร

สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือการจัดทำเอกสารอย่างถูกต้อง เพราะแม้จะมีสัญญาที่ร่างมาอย่างดี แต่หากไม่สามารถพิสูจน์การจ่ายเงินหรือการชำระคืนที่เกิดขึ้นจริงได้ สัญญานั้นย่อมไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงควรบันทึกธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดให้ชัดเจน โดยการโอนเงินผ่านธนาคารจะมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนเนื่องจากมีการบันทึกข้อมูลโดยอัตโนมัติ ส่วนในกรณีของการชำระด้วยเงินสด ควรมีการออกใบรับเงินที่สอดคล้องกันไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง

การส่งมอบหลักประกันควรมีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยเช่นกัน เนื่องจากการจัดทำเอกสารอย่างละเอียดรอบคอบมักเป็นตัวตัดสินเมื่อเกิดข้อพิพาท และอาจเป็นจุดตัดสำคัญระหว่างสิทธิเรียกร้องที่สามารถบังคับใช้ได้จริง กับสิทธิเรียกร้องที่แทบจะไร้ค่าในทางปฏิบัติ

เงินกู้ประเภทพิเศษ : เงินกู้เพื่อการบริโภคและเงินกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน

ไม่ใช่ว่าเงินกู้ทุกประเภทจะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ทั้งหมด หากเป็นการให้กู้เชิงพาณิชย์แก่บุคคลทั่วไป กฎหมายว่าด้วยสินเชื่อเพื่อการบริโภค (Consumer Credit Act) อาจถูกนำมาบังคับใช้ ตัวอย่างเช่น เงินกู้รายย่อยจากธนาคาร จะถือเป็นเงินกู้เพื่อการบริโภค ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดข้อบังคับที่เข้มงวด โดยเฉพาะในเรื่องของการประเมินความสามารถในการชำระหนี้และการร่างข้อความในสัญญา

ในส่วนของเงินกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันนั้น จะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เฉพาะของกฎหมายลักษณะทรัพย์สิน โดยหลักประกันดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนในทะเบียนที่ดินแล้วเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการนี้จำเป็นต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบทางกฎหมายเป็นอย่างมาก

สรุป

เงินกู้สามารถทำได้ง่ายภายใต้กฎหมายสวิส แต่บ่อยครั้งที่สัญญาประเภทนี้ก็กลายเป็นบ่อเกิดของของข้อพิพาท เนื่องจากการไม่มีรูปแบบบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ มักนำไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องการมีอยู่ของหนี้หรือจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง ดังนั้น การจัดทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง นอกจากนี้ ผู้ให้กู้เงินควรตระหนักไว้เสมอว่า ท้ายที่สุดแล้วการจะได้รับเงินคืนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถและความเต็มใจในการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นสำคัญ

ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ได้จัดเตรียมเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการบังคับสิทธิเรียกร้อง อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้จำเป็นต้องมีการจัดทำเอกสารที่เป็นระบบและครอบคลุมประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องจำนวนเงินกู้, อัตราดอกเบี้ย, เงื่อนไขการชำระคืน และหลักประกันต่าง ๆ ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ย่อมเป็นการวางรากฐานให้แก่สัญญาเงินกู้ที่ไม่เพียงแต่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจต่อกันเท่านั้น แต่ยังมีผลผูกพันและบังคับใช้ได้จริงตามกฎหมายอีกด้วย


แบบฟอร์มสัญญาเงินกู้

Nomadlaw มีแบบฟอร์มสัญญาเงินกู้ภาษาเยอรมันและภาษาไทย เพื่อช่วยให้คุณจัดโครงสร้างเงินกู้ได้อย่างปลอดภัยภายใต้กฎหมายสวิส ราคา CHF 60.00 ไม่รวม VAT