สำหรับผู้ผลิตไทย การทำงานร่วมกับผู้จัดจำหน่ายในสวิตเซอร์แลนด์ หรือ Distributor อาจเป็นวิธีที่น่าสนใจในการเข้าสู่ตลาดสวิส เพราะผู้จัดจำหน่ายมักมีฐานลูกค้า ความรู้เกี่ยวกับตลาด รวมถึงระบบคลังสินค้า โลจิสติกส์ และบริการหลังการขายอยู่แล้ว ผู้ผลิตจึงไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรฝ่ายขายของตนเองในสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่เริ่มต้น
ต่างจากตัวแทนการค้า หรือ Agent ผู้จัดจำหน่ายจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและนำไปขายต่อให้ลูกค้า ในนามของตนเองและเพื่อบัญชีของตนเอง รายได้ของ Distributor จึงไม่ได้มาจากค่าคอมมิชชัน แต่เกิดจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อจากผู้ผลิตกับราคาที่ขายต่อ โดยทั่วไป Distributor จึงรับความเสี่ยงด้านการขาย สินค้าคงคลัง และการที่ลูกค้าไม่ชำระเงินเองเป็นส่วนสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตก็ต้องยอมลดการควบคุมตลาดลงบางส่วน โดยเฉพาะความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าปลายทาง
สัญญาจัดจำหน่ายไม่ใช่เพียงสัญญาซื้อขาย
กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับสัญญาจัดจำหน่ายโดยตรง สัญญาประเภทนี้จึงเป็นสัญญาที่ไม่ได้ถูกกำหนดรูปแบบไว้โดยเฉพาะในกฎหมาย คู่สัญญาจึงมีอิสระค่อนข้างมากในการกำหนดรายละเอียด แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งมีความสำคัญที่จะต้องกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน
โดยทั่วไปสัญญาจัดจำหน่ายมีอยู่สองระดับ
ระดับแรกคือการกำหนด ความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้ผลิตกับ Distributor เช่น พื้นที่จำหน่าย ความเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ยอดซื้อขั้นต่ำ หน้าที่ด้านการตลาด การรายงานยอดขาย การใช้เครื่องหมายการค้า การอบรม การบริหารสินค้าคงคลัง การเรียกคืนสินค้า รวมถึงระยะเวลาและการเลิกสัญญา
ระดับที่สองคือเงื่อนไขสำหรับ การซื้อขายสินค้าแต่ละครั้ง ระหว่างผู้ผลิตกับ Distributor เช่น รายละเอียดและคุณสมบัติของสินค้า ราคาซื้อ เงื่อนไขการชำระเงิน ขั้นตอนการสั่งซื้อ ระยะเวลาส่งมอบ จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ Incoterms การตรวจสอบสินค้าและการรับประกัน
สำหรับความสัมพันธ์ที่มีการสั่งซื้อเป็นประจำ โครงสร้างเช่นนี้ช่วยให้ไม่จำเป็นต้องเจรจาเงื่อนไขทางกฎหมายและทางธุรกิจใหม่ทุกครั้งที่มีคำสั่งซื้อ
Exclusive, Selective หรือ Non-Exclusive?
รูปแบบที่ง่ายที่สุดคือ Non-Exclusive Distribution หรือการแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายแบบไม่ผูกขาด ผู้ผลิตไทยสามารถใช้Distributor หลายราย และหากตกลงกันไว้ก็อาจยังขายสินค้าโดยตรงให้แก่ลูกค้าในสวิตเซอร์แลนด์ได้ด้วย
ในกรณี Sole หรือ Exclusive Distribution Distributor จะได้รับสิทธิพิเศษสำหรับพื้นที่หรือลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงควรกำหนดขอบเขตของความเป็น Exclusive ให้ชัดเจน เช่น ผู้ผลิตยังสามารถขายตรงให้ลูกค้าในสวิตเซอร์แลนด์ได้หรือไม่ลูกค้ารายใหญ่ระดับนานาชาติ หรือ Key Accounts จะถูกยกเว้นหรือไม่ และผู้ผลิตยังสามารถขายผ่านช่องทางอื่นหรือร้านค้าออนไลน์ของตนเองได้หรือไม่
อีกทางเลือกหนึ่งคือ Selective Distribution หรือระบบจัดจำหน่ายแบบคัดเลือก โดยผู้ผลิตเลือก Distributor ตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ความเชี่ยวชาญ สถานที่ขาย คุณภาพการบริการ หรือมาตรฐานอื่น ๆ รูปแบบนี้อาจเหมาะกับสินค้าที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคหรือสินค้าแบรนด์ระดับสูง
อย่างไรก็ตาม กฎหมายการแข่งขันของสวิตเซอร์แลนด์มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกแบบระบบดังกล่าว ระบบคัดเลือกที่ใช้เกณฑ์ด้านคุณภาพเพียงอย่างเดียวสามารถทำได้ หากเกณฑ์นั้นมีความเป็นกลาง ใช้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินกว่าที่จำเป็นสำหรับลักษณะของสินค้า
ยอดซื้อขั้นต่ำและเป้าหมายการขาย
หากผู้ผลิตให้สิทธิ Exclusive แก่ Distributor ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยทั่วไปก็ต้องการให้ Distributor พัฒนาตลาดนั้นอย่างจริงจัง ดังนั้น ยอดซื้อขั้นต่ำหรือเป้าหมายยอดขาย จึงเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของสัญญาจัดจำหน่ายหลายฉบับ
ควรแยกให้ชัดระหว่างประมาณการยอดขายที่ไม่มีผลผูกพันกับยอดซื้อขั้นต่ำที่เป็นข้อผูกพันตามสัญญา และควรกำหนดด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหาก Distributor ทำยอดไม่ได้ตามเป้าหมาย
ผลที่เป็นไปได้อาจรวมถึงการสูญเสียสิทธิ Exclusive การกำหนดระยะเวลาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงยอดขาย หรือในกรณีที่ไม่สามารถทำยอดได้อย่างมีนัยสำคัญหรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจเป็นเหตุให้เลิกสัญญาได้
รายละเอียดควรกำหนดให้แม่นยำ เช่น หากกำหนดยอดซื้อขั้นต่ำเป็นรายปี จะนับจากสินค้าที่สั่งซื้อ สินค้าที่ส่งมอบ หรือสินค้าที่ชำระเงินแล้ว และหากผู้ผลิตเองไม่สามารถผลิตหรือจัดส่งสินค้าได้เพียงพอจะคำนวณยอดอย่างไร
โดยหลักแล้วสามารถกำหนดยอดซื้อขั้นต่ำได้ แต่หากโครงสร้างดังกล่าวทำให้ Distributor ต้องซื้อสินค้ามากกว่า 80% ของความต้องการทั้งหมดจากผู้ผลิตรายเดียว ในบางกรณีอาจเข้าลักษณะข้อผูกพันไม่แข่งขันหรือการผูกมัดการซื้อ ซึ่งต้องพิจารณาข้อจำกัดเพิ่มเติมตามกฎหมายการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อมีระยะเวลาผูกพันยาวนาน
การตลาด การรายงาน และสิทธิในเครื่องหมายการค้า
ข้อดีสำคัญของ Distributor ในประเทศคือการช่วยทำตลาดในสวิตเซอร์แลนด์ ดังนั้นสัญญาไม่ควรเพียงให้สิทธิในการขายสินค้าเท่านั้น แต่ควรกำหนดด้วยว่า Distributor ต้องทำตลาดในระดับใด
ตัวอย่างเช่น อาจกำหนดหน้าที่ในการทำกิจกรรมการตลาด เข้าร่วมงานแสดงสินค้า เยี่ยมลูกค้า หรือจัดบริการลูกค้าในสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังสามารถตกลงงบโฆษณาขั้นต่ำต่อปี หรือการที่ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการตลาดบางส่วนได้
เนื่องจากผู้ผลิตไทยอาจไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าปลายทางอีกต่อไป การได้รับข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับยอดขาย สินค้าคงคลัง ประมาณการยอดขาย และกิจกรรมทางการตลาดจึงมีความสำคัญต่อการประเมินตลาด
สัญญาควรกำหนดด้วยว่า Distributor สามารถใช้เครื่องหมายการค้า โลโก้ รูปภาพสินค้า และสื่อการตลาดของผู้ผลิตได้ในขอบเขตใด และสิทธิเหล่านี้จะสิ้นสุดหรือถูกจัดการอย่างไรเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง
การส่งมอบ การจัดเก็บ และการเรียกคืนสินค้า
เนื่องจาก Distributor เป็นผู้ซื้อสินค้าเอง การส่งมอบแต่ละครั้งจึงถือเป็นธุรกรรมซื้อขายแยกต่างหาก สัญญาจัดจำหน่ายจึงควรกำหนดขั้นตอนการสั่งซื้อและเงื่อนไขทั่วไปที่ใช้กับการซื้อขายแต่ละครั้ง
สำหรับการส่งสินค้าจากประเทศไทย ควรกำหนด Incoterms ที่เหมาะสมพร้อมระบุสถานที่ส่งมอบอย่างชัดเจน Incoterms ช่วยกำหนดว่าแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและหน้าที่ด้านการขนส่งส่วนใด รวมถึงเมื่อใดที่ความเสี่ยงต่อความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าจะโอนไปยัง Distributor
สำหรับผู้ผลิต ควรกำหนดด้วยว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบการนำเข้า พิธีการศุลกากร และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายของสินค้าในสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า อาจต้องมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขนส่ง อุณหภูมิหรือสภาพการจัดเก็บ การติดตามล็อตสินค้า และเอกสารต่าง ๆ
เรื่องเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อเกิด การเรียกคืนสินค้า หรือ Product Recall สัญญาควรกำหนดว่าใครมีหน้าที่แจ้งลูกค้าเรียกคืนสินค้า ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนกลับ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
กฎหมายการแข่งขัน: Exclusive ไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตควบคุมได้ทุกอย่าง
สัญญาจัดจำหน่ายแบบ Exclusive สามารถทำได้ในสวิตเซอร์แลนด์ แต่เสรีภาพในการกำหนดเงื่อนไขสัญญายังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายการแข่งขัน
ประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ราคาขายต่อ เนื่องจาก Distributor เป็นธุรกิจอิสระและขายสินค้าในนามและบัญชีของตนเอง โดยหลักแล้ว Distributor ต้องสามารถกำหนดราคาขายต่อของตนเองได้
การกำหนดราคาขั้นต่ำหรือราคาตายตัวอาจเป็นข้อตกลงแนวดิ่งที่มีปัญหาสำคัญในทางกฎหมายการแข่งขัน แม้จะเรียกราคาดังกล่าวว่าเป็นเพียง “ราคาที่แนะนำ” ก็อาจมีปัญหาได้ หากมีการใช้แรงกดดันหรือให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจนทำให้ Distributor ต้องปฏิบัติตามราคานั้นในทางปฏิบัติ
การคุ้มครองพื้นที่จำหน่ายก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ผู้ผลิตสามารถกำหนดพื้นที่ Exclusive และจำกัดActive Sales ของ Distributor รายอื่นเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวได้
แต่การคุ้มครองพื้นที่แบบเด็ดขาดที่ห้ามแม้แต่ Passive Sales โดยทั่วไปไม่สามารถทำได้ ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าชาวสวิสเป็นฝ่ายติดต่อ Distributor ที่อยู่ในพื้นที่อื่นด้วยตนเอง ระบบจัดจำหน่ายไม่สามารถห้ามการขายลักษณะนี้ทั้งหมดได้โดยไม่มีข้อจำกัด
การปิดกั้นตลาดสวิตเซอร์แลนด์และการขัดขวาง Parallel Imports เป็นประเด็นที่กฎหมายการแข่งขันของสวิตเซอร์แลนด์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง?
สัญญาจัดจำหน่ายที่ดีไม่ควรกำหนดเพียงว่าความร่วมมือจะเริ่มอย่างไร แต่ต้องกำหนดด้วยว่าจะสิ้นสุดอย่างไร
ควรกำหนดระยะเวลาสัญญา ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าสำหรับการเลิกสัญญาตามปกติ และเหตุสำหรับการเลิกสัญญาเป็นกรณีพิเศษ เช่น การไม่สามารถทำยอดซื้อขั้นต่ำซ้ำ ๆ การผิดนัดชำระเงิน การละเมิดแนวทางการใช้เครื่องหมายการค้า หรือการฝ่าฝืนข้อกำหนด Compliance อย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ควรกำหนดว่าจะจัดการอย่างไรกับคำสั่งซื้อที่ยังค้างอยู่ สินค้าคงเหลือ อะไหล่ การรับประกัน บริการหลังการขายและสื่อการตลาดหลังจากสัญญาสิ้นสุดลง
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะของกฎหมายสวิสคือ โดยหลักแล้ว Distributor ไม่มีสิทธิเรียกร้อง ค่าชดเชยฐานลูกค้าหรือ Goodwill Indemnity เช่นเดียวกับ Agent อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดแห่งสวิตเซอร์แลนด์ได้วางหลักว่า ในบางกรณีเป็นพิเศษ Distributor อาจมีสิทธิได้รับค่าชดเชยโดยนำหลักของกฎหมาย Agent มาใช้เทียบเคียง
กรณีดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเมื่อ Exclusive Distributor ถูกผนวกเข้ากับระบบการขายของผู้ผลิตอย่างมาก จนมีสถานะคล้ายAgent และมีอิสระทางธุรกิจของตนเองอย่างจำกัด นอกจากนี้ฐานลูกค้าที่ Distributor สร้างขึ้นจะต้องตกเป็นประโยชน์แก่ผู้ผลิตภายหลังการสิ้นสุดสัญญา
ดังนั้น การเขียนในสัญญาเพียงว่าอีกฝ่ายเป็น “Independent Distributor” ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงผลทางกฎหมายดังกล่าวได้โดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญยังคงเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริง
จุดที่บริษัทไทยควรระวัง
ภายใต้กฎหมายไทย ความสัมพันธ์แบบ Distribution โดยทั่วไปก็เป็นโครงสร้างที่ Distributor ซื้อสินค้าจาก Supplier แล้วนำไปขายต่อในนามของตนเอง เพื่อบัญชีของตนเอง และรับความเสี่ยงทางธุรกิจเอง
เนื่องจากกฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับสัญญาจัดจำหน่าย ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้หลักทั่วไปของกฎหมายสัญญาและกฎหมายซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม สัญญาที่บริษัทใช้สำหรับตลาดไทยอาจไม่เพียงพอสำหรับตลาดสวิตเซอร์แลนด์ กฎหมายสวิสได้พัฒนาหลักเพิ่มเติมผ่านคำพิพากษาสำหรับความสัมพันธ์ด้านการจัดจำหน่ายระยะยาว โดยเฉพาะ Exclusive Distribution เช่น ความเป็นไปได้ที่ Distributor จะได้รับค่าชดเชยฐานลูกค้าในบางกรณี
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณากฎหมายการแข่งขันของสวิตเซอร์แลนด์ด้วย แม้ว่าสัญญาจะลงนามในประเทศไทยหรือกำหนดให้ใช้กฎหมายต่างประเทศ แต่หากข้อจำกัดทางการแข่งขันส่งผลต่อตลาดสวิตเซอร์แลนด์ กฎหมายการแข่งขันของสวิสก็อาจยังนำมาใช้ได้
ดังนั้น รูปแบบการจัดจำหน่ายที่สามารถใช้ได้ในประเทศไทยจึงไม่ควรถูกนำมาใช้กับสวิตเซอร์แลนด์โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าเป็นไปตามกฎหมายสวิสหรือไม่
สรุป
การใช้ Distributor ในสวิตเซอร์แลนด์สามารถช่วยให้ผู้ผลิตไทยเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น และช่วยรับผิดชอบงานส่วนสำคัญ ทั้งด้านการขาย คลังสินค้า และการดูแลลูกค้า แต่ในทางกลับกัน ผู้ผลิตก็ต้องยอมลดการควบคุมบางส่วน ทั้งด้านราคา ความสัมพันธ์กับลูกค้า และการพัฒนาตลาด
สัญญาจัดจำหน่ายที่ดีจึงควรกำหนดให้ชัดเจนเกี่ยวกับ พื้นที่จำหน่ายและความเป็น Exclusive ยอดซื้อขั้นต่ำและหน้าที่ด้านการตลาด เงื่อนไขการสั่งซื้อและส่งมอบ Incoterms สิทธิในเครื่องหมายการค้า การรายงาน การเรียกคืนสินค้า รวมถึงระยะเวลาของสัญญาและผลที่เกิดขึ้นเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง
ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับยอดซื้อขั้นต่ำ ความเป็น Exclusive ตลอดจนข้อจำกัดเกี่ยวกับราคา พื้นที่จำหน่าย และการขายออนไลน์ เพราะสิ่งเหล่านี้มักเป็นจุดที่ผู้ผลิตต้องการควบคุมเครือข่ายการขายให้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่กฎหมายการแข่งขันของสวิตเซอร์แลนด์กำหนดข้อจำกัดไว้เช่นกัน
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสัญญาจัดจำหน่ายแบบ B2B ระหว่างประเทศไทยและสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น และไม่ถือเป็นคำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ
